วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับองค์เทพพระราหู

     ตำนานที่ ๑ กำเนิดพระราหู ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ฮินดู

     ตำนานในศาสนาพราหมณ์ฮินดู กล่าวถึงกำเนิดของพระราหูไว้ว่า เกิดจากการที่พระศิวะได้นำ
กระโหลกผีโขมด จำนวน ๑๒ หัว มาบดป่นเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีทอง บางแห่งก็ บอกว่าห่อด้วยผ้าสีดำแล้วประพรมน้ำมนต์อมฤต จึงเกิดพระราหูขึ้น ซึ่งพระราหูจะมีหน้าตาดุ คล้ายยักษ์ มีครุฑเป็นพาหนะ

←-------------------→

         ตำนานที่ ๒ พระพทธองค์โปรดอสุรินทราหู

     กล่าวไว้ว่า ในสมัยหนึ่งพระพุทธองค์ประทับ ณ เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถีส่วนอสุรินทราหูอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อสุรินทราหูได้ยินกิตติศัพท์เป็นที่เลื่องลือ ของพระพุทธองค์จากการแซ่ซ้องสรรเสริญของเหล่าเทวดาทั้งหลายว่า เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง อสุรินทราหูได้จึงมีความปรารถนาที่อยากจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ก็คิดว่าพระวรกายของพระพุทธเจ้าทรงเล็กเพียงนิดเดียวเมื่อเทียบกับเรา เราก็ต้องก้มตัวแลดูพระพุทธองค์ ซึงเราก็ทำได้ลำบากยากยิ่ง และอสุรินทราหูไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ แต่ด้วยได้ยินเสียงเทวดาต่างๆ พูดมากขึ้นเรื่อยๆ อสุรินทราหูทนไม่ไหวจึงได้ตัดสินใจเหาะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ในทันที
     ในครานั้นพระพุทธองค์ ทรงทราบความว่าอสุรินทราหูจะเข้าเฝ้าพระองค์ จึงได้ทรงเนรมิตรพระวรกายให้ใหญ่กว่าอสุรินทราหูหลายเท่า และตัดสินพระทัยสำแดงอิริยาบถนอนตะแคงขวา ในลักษณะสี
หไสยาสน์ พระบาทซ้ายทับพระบาทขวาเสมอกัน พระหัตถ์ทาบทอดไปตามพระกาย พระกัจฉะ ทับบนพระเขนย อุ้งพระหัตถ์ขวาขึ้นประคองพระเศียรให้ตั้งขึ้น ให้อสุรินทราหูเห็น เพื่อกำราบ ทิฎฐิมานะ เมื่อ
อสุรินทราเข้ามาเห็นพระพุทธเจ้าซึ่งไม่เป็นไปตามที่ตนเองคิดไว้และอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมากที่พระกายของพระะพุทธองค์ใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่า เปรียบเสมือนทารกแหงนมองพระจันทร์ ฉันนั้น และมีพระพุทธลักษณะอันงดงาม พระพุทธองค์จึงทรงเทศนาโปรดอสุรินทราหูว่า

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ประวัติ:เทพพระราหู ผู้ทรงฤทธิ์

ประวัติ เทพพระราหู ผู้ทรงฤทธิ์
     หากกล่าวถึง ตำนานความเชื่อ ความศรัทธา ที่เกี่ยวกับ พระราหู ราหูอมจันทร์ หรือ ราหูอมตะวัน นั้น จะเห็นได้ว่าความเชื่อดังกล่าวมีมาอย่างยาวนานแล้ว ที่มีการกล่าวถึงและมีสัญลักษณ์ของเทพพระราหูไว้เป็นตำนานอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตำนานโหราศาสตร์ของไทย ตำราพระเวทย์ของพราหมณ์ ตำนานราหูของล้านนาโบราณ หรือ แม้แต่รูปสัฐลกษณ์ของเทวสถานขอมโบรณก็มีการสร้างสัญลักษณ์เป็ฯรูปเคารพของราหูไว้ตามปราสาทโบราณในหลายๆ ที่ด้วยกัน

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

วัตถุมงคล:ท้าวเวสสุวรรณ:เกจิคณาจารย์ดัง

วัตถุมงคล:ท้าวเวสสุวรรณ:เกจิคณาจารย์ดัง


ท้าวท้าวเวสสุวรรณ พิมพ์ใหญ่
ჰ วัดสุทัศน์เทพวราราม ราชวรมหาวิหาร 
กรุงเทพมหานครฯ



ท้าวเวสสุวรรณ
ჰ วัดตรีทศเทพวรวิหาร ჰ 
กรุงเทพมหานครฯ


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
วัดบ้านจาน 
จังหวัดศรีสะเกษ


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
ჰ สุสานทุ่งมน 
จังหวดสุรินทร์


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อจรัญ
ჰ วัดอัมพวัน 
จังหวัดสิงห์บุรี


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อหวั่น 
ჰ วัดคลองคูณ 
จังหวัดพิจิตร


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อพูล
ჰ วัดไผ่ล้อม 
จังหวัดนครปฐม


ท้าวเวสสุวรรณ ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ
ჰ สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ 
จังหวัดเชียงใหม่


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่ ครูบาจันทร์
ჰ วัดวน้ำแป้ง 
จังหวัดพะเยา


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อเพี้ยน 
ჰ วัดเกริ่นกฐิน 
จังหวัดลพบุลี


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่ หนูอินทร์
ჰ วัดป่าพุทธมงคล ჰ 
จังหวัดกาฬสินธุ์


ท้าวเวสสุวรรณ พ่อท่านเขียว
ჰ วัดห้วยเงาะ 
จังหวัดปัตตานี


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อผา
ჰ วัดบ้านกรวด 
จังหวัดบุรีรัมย์


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่คีย์
ჰ วัดศรีลำยอง 
จังหวัดสุรินทร์


ท้าวเวสสุวรรณ พ่อท่านบุญให้
ჰ วัดท่าม่วง 
จังหวัดนครศรีธรรมราช


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่ กาหลง เขี้ยวแก้ว
ჰ วัดเขาแหลม 
จังหวัดสระแก้ว


ท้าวเวสสุวรรณ 
ჰ วัดศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ჰ 
จังหวัดพิษณุโลก


ท้าวเวสสุวรรณ
ჰ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ჰ 
กรุงเทพมหานครฯ


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่หล่ำ
ჰ วัดสามัคคีธรรม 
กรุงเทพมหานครฯ


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่ออิฐ 
ჰ วัดจุฬามณี 
จังหวัดสมุทรสงคราม

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

การบูชาองค์ท้าวเวสสุวรรณ

การบูชาองค์ท้าวเวสสุวรรณ
     การบูชาองค์ท้าวเวสสุวรรณ ให้ได้ผลอย่างแท้จริงนั้น ท่านจะต้องนำเอาหลักความดีของท้าว
เวสสุวรรณท่านมาน้อมนำปฏิบัติด้วย กล่าวคือ จะต้องดำรงตนให้เป็นผู้มีศรัทธาใน พระพุทธศาสนา คอยปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้เสื่อมจากคนไม่ดี ตลอดจนต้องหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต หมั่นสร้างบุญ คุณงามความดี เพื่อเป็นกุศลแก่ทั้งตัวเองและเพื่อเป็นกุศลแก่ทั้งตัวเองและเพื่อประโยชน์สุข ของผู้อื่นอยู่เสมอ ผู้ที่ได้บูชาด้วยการไหว้และนำคุณธรรมของท่านไปปฏิบัติ จะส่งผลให้เจริญ ก้าวหน้า รุ่งเรื่อง ร่ำรวย และมีความสุขในชีวิตอย่างแน่นอน

เคล็ดการบูชาองค์ท้าวเวสสุวรรณ
     ให้ท่านจุดธูปสักการะองค์ท้าวเวสสุวรรณจำนวน ๙ ดอก และถวายดอกกุหลาบ ๙ ดอก แล้วระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ คุณบิดา มารดา ทั้งหลาย ที่ประสิทธิ ประสาทวิชาให้ แล้วจึงท่องคาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

∗∗∗ คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ (จุดธูป ๙ ดอก) ∗∗∗
กล่าว นะโม ๓ จบ
อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระนัง สุขัง
อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ (สวด ๙จบ)

∗∗∗ คาถาทำน้ำมนต์ไล่ผี ∗∗∗
(ตำหรับหวงปู่กาหลง เข้าวแก้ว เตชวัณโณ)
อาราธนารูปหล่อท้าวเวสสุวรรณแช่ในขันน้ำเพื่อทำน้ำมนต์ จุดธูป ๙ ดอก เทียน ๒ เล่ม และใช้เทียนอีก ๑ เล่ม วางบนขอบขันน้ำมนต์ ทำจิตให้เป็นสมาธิ ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วว่าคาถา
"โอมท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ในหมู่อสูร
ท้าวเธอจึงให้มากำหราบปราบหมู่มารไพรี ฦูตผีปีศาจ ราชฑูต
ผีภูติ ผีพรายอันร้ายกาจทุกแห่งหน
สูจะทนทานอยู่มิได้ พวกสูจงเร่งพากันหนีไปให้พ้น
จะปัดจะพ้นด้วย พระมนต์อันศักดา ท้าวกุเวรมหาราชประสิทธิไว้ให้
เวสสุวัณโณมหาราชา เวสสะวุธทัสสะ อัตถะมหายักขัง เสนาสุขิตา ภันตุเม
โอมสวาหะ สวาหายฯ"

∗∗∗ พระคาถาโองการท้าวเวสสุวรรณ ∗∗∗
(หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า)
กล่าว นะโม ๓ จบ
ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
คุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ และหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

อิติปิโส ภะคะวา ยยมราชาโน ท้าวเวสสสุวรรณโน มะณังสุขัง อะหัง สุคะโต นโมพุทธายะ
ท้าวเวสสุวัณโน จตุมหาราชีกา ยักขพันตาภัทภูริโต เวสสะพุสะ
พุทธังอรหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโน นะโมพุทธายะ
ภาวนาพระคาถานี้ ๙ จบ

แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากท่านท้าวเวสสุวรรณ จะสำเร็จสมความมุ่งมั่นปรารถนา
ปกป้อง คุ้มครองตัว เดินทางปลอดภัยปราศจากอุบัติเหตุ ภยันอันตรายทั้งปวง
บรรดาภูตผีทั้งหลายต่างให้ความเกรงกลัวเป็นอย่างยิ่ง

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

แปลความหมาย:บทสวดอาฏานาฏิยปริตร

ขอนอบน้อมพระวิปัสสีพุทธเจ้า
ผู้ทรงพระจักษุทรงพระสิริ ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้า ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง
ขอนอบน้อมพระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้ชำระกิเลสได้แล้ว มีตบะ
ขอนอบน้อมพระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้ทรงเอาชนะมารและกองทัพได้
ขอนอบน้อมพระโกณาคมนพุทธเจ้า ผู้ลอยบาปแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์
ขอนอบน้อมพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง
ขอนอบน้อมพระโคตมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระฉัพพรรณรังสี
ผู้ทรงสิริ ผู้ทรงแสดงธรรมขจัดทุกข์ทั้งปวง
อนึ่ง พระอรหันต์เหล่าใดในโลก ดับกิเลสได้แล้วรู้แจ้งตามความเป็นจริง
พระอรหันต์เหล่านั้นปราศจากวาจามุ่งร้าย เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่สะทกสะท้าน
ท่านเหล่านั้นย่อมนมัสการพระโคตมะ ผู้ทรงเกื้อกูลเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ผู้ถึงพร้อมด้วบยความรู้และความประพฤติ ผู้ยิ่งใหญ่ผู้ไม่สะทกสะท้าน
พระสัมพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์เหล่านั้น และพระสัมพุทธเจ้าหลายร้อยโกฏิเหล่าอื่น
ทุกพระองค์เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเปรียบ ทุกพระองค์ล้วนทรงฤทธิ์ยิ่งใหญ่
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงพระทศพลญาณและพระเวสารัชชญาณ
ทรงยืนยันความตรัสรู้อันประเสริฐ แกล้วกล้าของพระองค์
พระพุทธเจ้าเหล่านี้ทรงปราศจากความครั่นคร้ามบันลือสีหนาทในท่ามกลางพุทธบริษัท

ประกาศธรรมจักรอันประเสริฐในโลก ไม่มีผู้ใดจะคัดค้านได้
พระองค์ทรงเป็นผู้นำ ทรงคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า ๑๘ ประการ
ทรงประกอบด้วยพระพุทธลักษณะ ๓๒ และพระอนุลักษณะ ๘๐
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงพระฉัพพรรณรังสีโดยรอบหนึ่งว่า
ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ รู้แจ้งธรรมทั้งปวง สิ้นอาสวะ และเป็นผู้ชนะ
ทรงมีพระรัศมีสว่างไสว ทรงมีเดชมาก มีปัญญามาก มีกำลังมาก
มีความกรุณาใหญ่หลวงมั่นคง ประทานความสุขแก่ชนทั้งปวง
พระองค์ทรงเป็นที่พัก ที่พึ่ง ที่พำนัก คุ้มครอง หลบภัยของเหล่าสัตว์
ทรงเป็นที่ไป เป็นญาติ เป็นผู้อุปถัมภ์ เป็นผู้ขจัดทุกข์ กระทำประโยชน์
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของชาวโลก และเทวดา
ข้าพระองค์ขอน้อมไหว้พระบาทยุคลของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยเศียรเกล้า
ขอน้อมไหว้พระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษประเสริฐ
ข้าพระองค์ขอน้อมไหว้พระตถาคตเจ้าเหล่านั้น
ในเวลายืน เดิน นั่ง นอน ด้วยวาจา ด้วยใจเสมอ
ขอพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประทานพระนิพพานจงคุ้มครองท่านให้มีความสุขเสมอ
เมื่อพระองค์คุ้มครองท่านแล้วขอให้ท่านปลอดจากภัยทั้งปวงเถิด
ขอท่านจงปลอดจากโรคทั้งปวง ปราศจากความเดือดร้อนทุกอย่าง
ไม่มีใครๆ ปองร้าย เป็นผู้สงบ
ขอพระพุทธเจ้าเหล่านั้นจงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ปราศจากโรค มีความสุข

ด้วยพลานุภาพแห่งความสัตย์ ศีล ขันติ และเมตตาธรรม
เหล่าคนธรรพ์ผู้มีฤทธิ์มากในทิศบูรพา จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
เหล่ากุมภัณฑ์ผู้มีฤทธิ์มากในทิศทักษิณ จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
เหล่ายักษ์ผู้มีฤทธิ์มากในทิศอุดร จงคุ้มครอข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
ท้าวธตรฐเป็นผู้รักษาโลกทิศบูรพา ท้าววิรุฬหกรักษาโลกทิศทักษิณ
ท้าววิรูปักษ์รักษาโลกทิศประจิม ท้าวกุเวรรักษาโลกทิศอุดร
ขอมหาราชผู้รักษาโลกทั้งสี่พระองค์ ผู้มีบริวารมากดังกล่าว
จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
ขอเหล่าเทวดาและนาคผู้มีฤทธิ์มาก สถิตอยู่ในอากาศและบนพื้นดิน
จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
ขอเทวดาผู้มีฤทธิ์มากอาศัยอยู่ในพระศาสนานี้
จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
ขอสิ่งร้ายทั้งปวงจงบำราศไป ขอโรคทั้งปวดจงพินาศไป ขอท่านอย่ามีอันตราย
เป็นผู้มีความสุข มีอายุยืนยาว
ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ
ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้นบไหว้และอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์

↭↭↭↭↭↭↭↭↭

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บทสวดอาฏานาฏิยปริตร

✱✱✱กล่าวนะโม ๓ จบ✱✱✱
วิปัสสิสะ นะมัตถุ จักขุมันตัสสะ สิรีนะโต
สิขิสสะปิ นะมัตถุ สัพพะภูตานุกัมปิโน
เสสะภุสสะ นะมัตถุ น์หาตะกัสสะ ตะปัสสิโน
นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ มาระเสนัปปะมัททิโน
โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พราหมะณัสสะ วุสีมะโต
กัสสะปัสสะ นะมัตถุ วิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ
อังคีระสัสสะ นะมัตถุ สัก์ยะปุตตัสสะ สิรีมะโต
โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ สัพพะทุกขาปะนูทะนัง
เย จาปิ นิพพุตา โลเก ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง
เต ชะนา อะปิสุณา มะหันตา วีตะสาระทา
หิตัง เทวะมะนุสสสานัง ยัง นะมัสสัจติ โคตะมัง
วิชชาจาระระณะสัมปันนัง มะหันตัง วีตะสาระทังฯ
(สวดย่อ จบแค่นี้)

นะโม เม สัพพะพุทธานัง อุปปันนานัง มะเหสินัง
ตัณหังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส
สะระณังกะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร
โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ
สุมะโน สุมะโน ธีโร เรวะโต ระติวัฑฒะโน
โสภีโต คุณสัมปันโน อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม
ปะทุดม โลกะปัชโชโต นาระโท วะระสาระถี
ปะทุมุตตะโร สัตตะสาโร สุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล
สุชาโต สัพพะโลกัคโค ปิยะทัสสี นะราสะโภ
อัตถะทัสสี การุณิโก ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท
สิทธัตโถ อะสะโม โลเก ติสโส จะ วะทะตัง วะโร
ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ วิปัสสี จะ อะนูปะโม
สิขี สัพพะหิโต สัตถา เวสสะภู สุขะทายะโก
กะกุสันโธ สัตถะวาโห โกนนาคะมะโน ระณัญขะโห
กัสสะโป สิริสัมปันโน โคตะโม สัก์ยะปุงคะโวฯ
เอเต จัญเญ จะสัมพุทธา อะเนกะสะตะโกฏะโย
สัพเพ ทะสะพะลูเปตา เวสารัชเชหุปาคะตา
สัพเพ เต ปะฏิชานันติ อาสะภัณฐานะมุตตะมัง
สีหะนาทัง นะทันเต เต ปะริสาสุ วิสาระทา
พรัหมะจักกัง ปะวัตเตนติ โลเก อัปปะฏิวัตติยัง
อุเปตา พุทธะธัมเมหิ อัฏฐาระสะหิ นายะกา
ท์วัตติงสะลักขะณูเปตา สืต์ยานุพ์ยัญขะนาธะรา
พ์ยามัปปะภายะ สุปปะภา สัพเพ เต มุนิกุญชะรา
พุทธา สัพพัญญุโน เอเต สัพเพ ขีณาสะวา ชินา
มะหัปปะภา มะหาเตชา มะหาปัญญา มะหัพพะลา
มะหาการุณิกา ธีรา สัพเพสานัง สุขาวะหา
ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะ ตาณา เลณา จะ ปาณินัง
คะตี พันธู มะกัสสาสา สะระณา จะ หิเตสิโน
สะเทวะกัสสะ โลกัสสะ สัพเพ เอเต ปะรายะนา
เตสาหัง สิระสา ปาเท วันทามิ ปุริสุตตะเม
วะจะสา มะนะสา เจวะ วันทาเมเต ตะถาคะเต
สะยะเน อาสะเน ฐาเน คะมะเน จาปิ สัพพะทา
สะทา สุเขนะ รักขันตุ พุทธา สันติกะรา ตุวัง
เตหิ ต์วัง รักขิโต สันโต มุตโต สัพพะภะเยนะ จะ
สัพพะโรคะวินิมุตโต สัพพะสันตาปะวัชชิโต
สัพพะเวระมะติกกันโต นิพพหุโต จะ ตุวัง ภะวะฯ
เตสัง สัจเจนะ สีเลนะ ขันติเมตตาพะเลนะ จะ

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สุเขนะ จะ
ปุรัตถิมัส์มิง ทิสาภาเค สันติ ภูตา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันติ อาโรค์เยนะ สุเขนะ จะ
ทักขิณัส์มิง ทิสาภาเค สันติ เทวา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สุเนะ จะ 
ปัจฉมัส์มิง ทิสาภาเค สันติ นาคา มิหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สุเขนะ จะ
อุตตะรัส์มิง ทิสาภาเค สันติ ยักขา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สเขนะ จะ
ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก
ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง
จัตตาโร เต มะหาราชา โลกะปาลา ยะสัสสิโน
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สุเขนะ จะ
นัตถิ เม สะระณัง อัฐฐัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ขะยะมังคะลัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัขเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิ ตัส์มา โสตถี ภะวันตุ เต
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิ ตัส์มา โสตถี ภะวันตุ เต
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ

ระตะนัง สังฆะสะมัง นัตถิ ตัส์มา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
สักกัต์วา พุทธะระตะนัง โสะถัง อุุตตะมัง วะรัง
หิตัง เทวะมะนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต
สักกัต์วา ธัมมะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
ปะริฬาหูปะสะมะนัง ธัมมะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เต
สักกัต์วา สังฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เตฯ
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ
มาเต ภะวัต์วันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภาวะ
อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลังฯ
↭↭↭↭↭↭↭↭↭

แปลความหมาย:บทสวดอาฏานาฏิยปริตร

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ตำนานบทสวด:อาฏานาฏิยปริตร

     สมัยหนึ่งสมเด็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฎบรรพตใกล้กรุงราชคฤห์มหานคร ในครั้งนั้น ท้าวจาตุมมหาราชทั้ง ๔ ซึ่งสถิตย์อยู่เหนือยอดเขายุคันธร ที่เรียกว่า
ชั้นจาตุมหาราชิกา อันเป็นชั้นต่ำกว่า สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาซึ่งเป็นที่สถิตย์ขององค์อินทราธิราช (พระอินทร์)
     พระอินทร์ ทรงมีเทวะพระบัญชาให้มหาราชทั้ง ๔ ทำหน้าที่เฝ้ารักษาประตูสวรรค์ในทิศทั้ง ๔ เพื่อป้องกันมิให้พวกอสูรมารบกวน โดยมี
          ท้าววธตรฐ ผู้เป็นเจ้าแห่งพวกคนธรรพ์     รักษาทิศบูรพา   (ทิศตะวันออก)
          ท้าววิรุฬหก เป็นเจ้าแห่งกุมภัณฑ์             รักษาทิศทักษิณ (ทิศใต้)
          ท้าววิรูปักษ์ เป็นเจ้าแห่งนาคทั้งปวง         รักษาทิศปัจจิม   (ทิศตะวันตก)
          ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งยักษ์              รักษาทิศอุดร      (ทิศเหนนือ)

     ท้าวมหาราชทั้ง ๔ มีจิตเลื่อมใสศรัทธา ปรารถนาจะเกื้อกูลพระพุทธศาสนา มิให้พวกอสูร หรือพวกศัตรูมาย่ำยีบีฑา แด่พระภิกษุสงฆ์ สาวกของพระบรมสุคตเจ้า จึงคิดจะชวนกันลงมาเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า แต่ก็ห่วงภาระหน้าที่ ที่จะต้องดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยที่ประตูสวรรค์ ทั้ง ๔ ทิศ

     มหาราชทั้ง ๔ จึงมีบัญชาแต่งตั้งให้ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาค และยักษ์ อย่างละแสนรักษา ประตูสวรรค์ ทั้ง๔ ทิศ ซึ่งก็ให้พวก คนธรรพ์ รักษาทิศบูรพา กุมภัณฑ์ รักษาทิศทักษิณ นาครักษา ทิศปัจจิม
ยักษ์ รักษาทิศอุดร ในช่วงที่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้าเฝ้าพระพุทธองค์

     ครั้นแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้ประชุมพร้อมกันที่ อาฏานาฏิยนคร ณ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา พร้อมกับผูกมนต์อาฏานาฏิยปริตร ซึ่งมีเนื้อความสรรเสริญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง ๗ พระองค์ ได้แก่
          องค์ที่ ๑. พระวิปัสสี ผู้มีสิริอันงาม
          องค์ที่ ๒. พระสิขีพุทธเจ้า ผู้มากด้วยการอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง
          อังค์ที่ ๓. พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลส มีตบะ
          องค์ที่ ๔. พระกกุสันธะพุทธเจ้า ผู้มีชัยชนะแก่พญามารและเสนามาร
          องค์ที่ ๕. พระโกนาคมนะพุทธเจ้า ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้วมีพรหมจรรย์อันจบแล้ว
          องค์ที่ ๖. พระกัสสปะพุทธเจ้า ผู้พ้นวิศษแล้ว จากกองกิเลสทั้งปวง
          องค์ที่ ๗. พระอังคีสพุทธเจ้า ผู้เป็นโอรสแห่งหมู่ศากยราช ผู้มีศักดิ์ มีสิริ

     ครั้นเมื่อผูกมนต์พระปริตรสำเร็จ เสร็จแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จึงประกาศแก่บริวารของตนว่า
"ธรรมอาณาจักรของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นบรมครูของเราทั้ง ๔ ถ้ามีผู้ใดสาธยายมนต์ อาฏานาฏิยปริตร นี้ขึ้น แล้วถ้าใครไม่เชื่อฟัง ไม่สดับ จะต้องถูกลงโทษอย่างสาสม และรุนแรง"

      จากนั้นมหาราชทั้ง ๔ ก็พร้อมใจกันลงมาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กราบบังคมทูลว่าหมู่ยักษ์ทั้งหลาย หมู่นาคทั้งหลาย หมู่กุมภัณฑ์ทั้งหลาย และหมู่คนธรรพ์ทั้งหลาย ผู้มีเดช มีศักดา
มีอานุภาพ มีจิตกระด้างหยาบช้า ละเมิดเบญจศีลเป็นอาจิณ ที่ยังไม่เลื่อมใส ในคุณของพระรัตนตรัยนั้นมีอยู่มาก ส่วนพวกที่เลื่อมใสและศรัทธาตั้งมั่นนั้นมีอยู่น้อย

     เมื่อพระสาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ยินดีในการอยู่ป่า เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ในที่ห่างไกลจากมนุษย์สัญจร อมนุษย์ผู้ไม่เลื่อมใส ย่อมจะย่ำยี หลอกหลอน กระทำให้เจ็บไข้เป็นอันตรยแก่ชีวิตและพรหมจรรย์

     "ซึ่งนับแต่บัดนี้ไป จะไม่บังเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกแล้ว ถ้าพระบรมสุคตเจ้า (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ทรงพระกรุณาโปรดรับมนต์อาฏานาฏิยปริตรนี้ไว้ แล้วโปรดประทานให้พระภิกษุสาวก สาธยายอยู่เนือง ๆ อมนุษย์ทั้งปวงก็จะมิกล้าย่ำยี หลอกหลอนทำร้ายอีกทั้งยังจะช่วยปกป้องคุ้้มครอง กันภัยทั้งปวงให้อีกด้วยพระเจ้าข้า..."

     องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับมนต์พระปริตรนั้นไว้ ท้าวเวสุสวรรณ ก็แสดง อาฏานาฏิยปริตรนั้นถวายจากนั้น มหาราชทั้ง ๔ ก็ถวายกราบมนัสการลา

     สมเด็จพระบรมศาสดาสัมพุทธเจ้า จึงทรงมีพระบัญชาให้ประชุมภิกษะทั้งหลายในที่นั้น แล้วทรงแสดงมนต์พระปริตร ให้แก่ภิกษุทั้งหลวายได้เรียนสาธยาย เสร็จแล้วทรงมีพุทธฎีกาตรัสว่า

     "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอุตสาหะ สาธยายมนต์พระปริตรนี้ให้บริบูรณ์ 
ในสันดาน จะพ้นจากอุปัทวันอันตรายทั้งปวงได้ อมนุษย์ทั้งหลายก็จะไม่มาย่ำยี หลอกหลอน เธอทั้งหลายจะได้ดำรงค์อยู่เป็นสุข เพื่อยังพรหมจรรย์ให้เจริญ..."


ภิกษุทั้งหลายได้ยินดังนั้งต่างก็เปล่งสาธุการ น้อมรับด้วยเศียรเกล้า...

↭↭↭↭↭↭↭↭↭