วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

วัตถุมงคล:ท้าวเวสสุวรรณ:เกจิคณาจารย์ดัง

วัตถุมงคล:ท้าวเวสสุวรรณ:เกจิคณาจารย์ดัง


ท้าวท้าวเวสสุวรรณ พิมพ์ใหญ่
ჰ วัดสุทัศน์เทพวราราม ราชวรมหาวิหาร 
กรุงเทพมหานครฯ



ท้าวเวสสุวรรณ
ჰ วัดตรีทศเทพวรวิหาร ჰ 
กรุงเทพมหานครฯ


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
วัดบ้านจาน 
จังหวัดศรีสะเกษ


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
ჰ สุสานทุ่งมน 
จังหวดสุรินทร์


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อจรัญ
ჰ วัดอัมพวัน 
จังหวัดสิงห์บุรี


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อหวั่น 
ჰ วัดคลองคูณ 
จังหวัดพิจิตร


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อพูล
ჰ วัดไผ่ล้อม 
จังหวัดนครปฐม


ท้าวเวสสุวรรณ ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ
ჰ สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ 
จังหวัดเชียงใหม่


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่ ครูบาจันทร์
ჰ วัดวน้ำแป้ง 
จังหวัดพะเยา


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อเพี้ยน 
ჰ วัดเกริ่นกฐิน 
จังหวัดลพบุลี


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่ หนูอินทร์
ჰ วัดป่าพุทธมงคล ჰ 
จังหวัดกาฬสินธุ์


ท้าวเวสสุวรรณ พ่อท่านเขียว
ჰ วัดห้วยเงาะ 
จังหวัดปัตตานี


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อผา
ჰ วัดบ้านกรวด 
จังหวัดบุรีรัมย์


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่คีย์
ჰ วัดศรีลำยอง 
จังหวัดสุรินทร์


ท้าวเวสสุวรรณ พ่อท่านบุญให้
ჰ วัดท่าม่วง 
จังหวัดนครศรีธรรมราช


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่ กาหลง เขี้ยวแก้ว
ჰ วัดเขาแหลม 
จังหวัดสระแก้ว


ท้าวเวสสุวรรณ 
ჰ วัดศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ჰ 
จังหวัดพิษณุโลก


ท้าวเวสสุวรรณ
ჰ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ჰ 
กรุงเทพมหานครฯ


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่หล่ำ
ჰ วัดสามัคคีธรรม 
กรุงเทพมหานครฯ


ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่ออิฐ 
ჰ วัดจุฬามณี 
จังหวัดสมุทรสงคราม

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

การบูชาองค์ท้าวเวสสุวรรณ

การบูชาองค์ท้าวเวสสุวรรณ
     การบูชาองค์ท้าวเวสสุวรรณ ให้ได้ผลอย่างแท้จริงนั้น ท่านจะต้องนำเอาหลักความดีของท้าว
เวสสุวรรณท่านมาน้อมนำปฏิบัติด้วย กล่าวคือ จะต้องดำรงตนให้เป็นผู้มีศรัทธาใน พระพุทธศาสนา คอยปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้เสื่อมจากคนไม่ดี ตลอดจนต้องหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต หมั่นสร้างบุญ คุณงามความดี เพื่อเป็นกุศลแก่ทั้งตัวเองและเพื่อเป็นกุศลแก่ทั้งตัวเองและเพื่อประโยชน์สุข ของผู้อื่นอยู่เสมอ ผู้ที่ได้บูชาด้วยการไหว้และนำคุณธรรมของท่านไปปฏิบัติ จะส่งผลให้เจริญ ก้าวหน้า รุ่งเรื่อง ร่ำรวย และมีความสุขในชีวิตอย่างแน่นอน

เคล็ดการบูชาองค์ท้าวเวสสุวรรณ
     ให้ท่านจุดธูปสักการะองค์ท้าวเวสสุวรรณจำนวน ๙ ดอก และถวายดอกกุหลาบ ๙ ดอก แล้วระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ คุณบิดา มารดา ทั้งหลาย ที่ประสิทธิ ประสาทวิชาให้ แล้วจึงท่องคาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

∗∗∗ คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ (จุดธูป ๙ ดอก) ∗∗∗
กล่าว นะโม ๓ จบ
อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระนัง สุขัง
อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ (สวด ๙จบ)

∗∗∗ คาถาทำน้ำมนต์ไล่ผี ∗∗∗
(ตำหรับหวงปู่กาหลง เข้าวแก้ว เตชวัณโณ)
อาราธนารูปหล่อท้าวเวสสุวรรณแช่ในขันน้ำเพื่อทำน้ำมนต์ จุดธูป ๙ ดอก เทียน ๒ เล่ม และใช้เทียนอีก ๑ เล่ม วางบนขอบขันน้ำมนต์ ทำจิตให้เป็นสมาธิ ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วว่าคาถา
"โอมท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ในหมู่อสูร
ท้าวเธอจึงให้มากำหราบปราบหมู่มารไพรี ฦูตผีปีศาจ ราชฑูต
ผีภูติ ผีพรายอันร้ายกาจทุกแห่งหน
สูจะทนทานอยู่มิได้ พวกสูจงเร่งพากันหนีไปให้พ้น
จะปัดจะพ้นด้วย พระมนต์อันศักดา ท้าวกุเวรมหาราชประสิทธิไว้ให้
เวสสุวัณโณมหาราชา เวสสะวุธทัสสะ อัตถะมหายักขัง เสนาสุขิตา ภันตุเม
โอมสวาหะ สวาหายฯ"

∗∗∗ พระคาถาโองการท้าวเวสสุวรรณ ∗∗∗
(หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า)
กล่าว นะโม ๓ จบ
ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
คุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ และหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

อิติปิโส ภะคะวา ยยมราชาโน ท้าวเวสสสุวรรณโน มะณังสุขัง อะหัง สุคะโต นโมพุทธายะ
ท้าวเวสสุวัณโน จตุมหาราชีกา ยักขพันตาภัทภูริโต เวสสะพุสะ
พุทธังอรหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโน นะโมพุทธายะ
ภาวนาพระคาถานี้ ๙ จบ

แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากท่านท้าวเวสสุวรรณ จะสำเร็จสมความมุ่งมั่นปรารถนา
ปกป้อง คุ้มครองตัว เดินทางปลอดภัยปราศจากอุบัติเหตุ ภยันอันตรายทั้งปวง
บรรดาภูตผีทั้งหลายต่างให้ความเกรงกลัวเป็นอย่างยิ่ง

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

แปลความหมาย:บทสวดอาฏานาฏิยปริตร

ขอนอบน้อมพระวิปัสสีพุทธเจ้า
ผู้ทรงพระจักษุทรงพระสิริ ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้า ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง
ขอนอบน้อมพระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้ชำระกิเลสได้แล้ว มีตบะ
ขอนอบน้อมพระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้ทรงเอาชนะมารและกองทัพได้
ขอนอบน้อมพระโกณาคมนพุทธเจ้า ผู้ลอยบาปแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์
ขอนอบน้อมพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง
ขอนอบน้อมพระโคตมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระฉัพพรรณรังสี
ผู้ทรงสิริ ผู้ทรงแสดงธรรมขจัดทุกข์ทั้งปวง
อนึ่ง พระอรหันต์เหล่าใดในโลก ดับกิเลสได้แล้วรู้แจ้งตามความเป็นจริง
พระอรหันต์เหล่านั้นปราศจากวาจามุ่งร้าย เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่สะทกสะท้าน
ท่านเหล่านั้นย่อมนมัสการพระโคตมะ ผู้ทรงเกื้อกูลเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ผู้ถึงพร้อมด้วบยความรู้และความประพฤติ ผู้ยิ่งใหญ่ผู้ไม่สะทกสะท้าน
พระสัมพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์เหล่านั้น และพระสัมพุทธเจ้าหลายร้อยโกฏิเหล่าอื่น
ทุกพระองค์เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเปรียบ ทุกพระองค์ล้วนทรงฤทธิ์ยิ่งใหญ่
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงพระทศพลญาณและพระเวสารัชชญาณ
ทรงยืนยันความตรัสรู้อันประเสริฐ แกล้วกล้าของพระองค์
พระพุทธเจ้าเหล่านี้ทรงปราศจากความครั่นคร้ามบันลือสีหนาทในท่ามกลางพุทธบริษัท

ประกาศธรรมจักรอันประเสริฐในโลก ไม่มีผู้ใดจะคัดค้านได้
พระองค์ทรงเป็นผู้นำ ทรงคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า ๑๘ ประการ
ทรงประกอบด้วยพระพุทธลักษณะ ๓๒ และพระอนุลักษณะ ๘๐
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงพระฉัพพรรณรังสีโดยรอบหนึ่งว่า
ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ รู้แจ้งธรรมทั้งปวง สิ้นอาสวะ และเป็นผู้ชนะ
ทรงมีพระรัศมีสว่างไสว ทรงมีเดชมาก มีปัญญามาก มีกำลังมาก
มีความกรุณาใหญ่หลวงมั่นคง ประทานความสุขแก่ชนทั้งปวง
พระองค์ทรงเป็นที่พัก ที่พึ่ง ที่พำนัก คุ้มครอง หลบภัยของเหล่าสัตว์
ทรงเป็นที่ไป เป็นญาติ เป็นผู้อุปถัมภ์ เป็นผู้ขจัดทุกข์ กระทำประโยชน์
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของชาวโลก และเทวดา
ข้าพระองค์ขอน้อมไหว้พระบาทยุคลของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยเศียรเกล้า
ขอน้อมไหว้พระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษประเสริฐ
ข้าพระองค์ขอน้อมไหว้พระตถาคตเจ้าเหล่านั้น
ในเวลายืน เดิน นั่ง นอน ด้วยวาจา ด้วยใจเสมอ
ขอพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประทานพระนิพพานจงคุ้มครองท่านให้มีความสุขเสมอ
เมื่อพระองค์คุ้มครองท่านแล้วขอให้ท่านปลอดจากภัยทั้งปวงเถิด
ขอท่านจงปลอดจากโรคทั้งปวง ปราศจากความเดือดร้อนทุกอย่าง
ไม่มีใครๆ ปองร้าย เป็นผู้สงบ
ขอพระพุทธเจ้าเหล่านั้นจงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ปราศจากโรค มีความสุข

ด้วยพลานุภาพแห่งความสัตย์ ศีล ขันติ และเมตตาธรรม
เหล่าคนธรรพ์ผู้มีฤทธิ์มากในทิศบูรพา จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
เหล่ากุมภัณฑ์ผู้มีฤทธิ์มากในทิศทักษิณ จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
เหล่ายักษ์ผู้มีฤทธิ์มากในทิศอุดร จงคุ้มครอข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
ท้าวธตรฐเป็นผู้รักษาโลกทิศบูรพา ท้าววิรุฬหกรักษาโลกทิศทักษิณ
ท้าววิรูปักษ์รักษาโลกทิศประจิม ท้าวกุเวรรักษาโลกทิศอุดร
ขอมหาราชผู้รักษาโลกทั้งสี่พระองค์ ผู้มีบริวารมากดังกล่าว
จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
ขอเหล่าเทวดาและนาคผู้มีฤทธิ์มาก สถิตอยู่ในอากาศและบนพื้นดิน
จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
ขอเทวดาผู้มีฤทธิ์มากอาศัยอยู่ในพระศาสนานี้
จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นผู้ไม่มีโรค มีความสุข
ขอสิ่งร้ายทั้งปวงจงบำราศไป ขอโรคทั้งปวดจงพินาศไป ขอท่านอย่ามีอันตราย
เป็นผู้มีความสุข มีอายุยืนยาว
ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ
ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้นบไหว้และอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์

↭↭↭↭↭↭↭↭↭

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บทสวดอาฏานาฏิยปริตร

✱✱✱กล่าวนะโม ๓ จบ✱✱✱
วิปัสสิสะ นะมัตถุ จักขุมันตัสสะ สิรีนะโต
สิขิสสะปิ นะมัตถุ สัพพะภูตานุกัมปิโน
เสสะภุสสะ นะมัตถุ น์หาตะกัสสะ ตะปัสสิโน
นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ มาระเสนัปปะมัททิโน
โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พราหมะณัสสะ วุสีมะโต
กัสสะปัสสะ นะมัตถุ วิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ
อังคีระสัสสะ นะมัตถุ สัก์ยะปุตตัสสะ สิรีมะโต
โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ สัพพะทุกขาปะนูทะนัง
เย จาปิ นิพพุตา โลเก ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง
เต ชะนา อะปิสุณา มะหันตา วีตะสาระทา
หิตัง เทวะมะนุสสสานัง ยัง นะมัสสัจติ โคตะมัง
วิชชาจาระระณะสัมปันนัง มะหันตัง วีตะสาระทังฯ
(สวดย่อ จบแค่นี้)

นะโม เม สัพพะพุทธานัง อุปปันนานัง มะเหสินัง
ตัณหังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส
สะระณังกะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร
โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ
สุมะโน สุมะโน ธีโร เรวะโต ระติวัฑฒะโน
โสภีโต คุณสัมปันโน อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม
ปะทุดม โลกะปัชโชโต นาระโท วะระสาระถี
ปะทุมุตตะโร สัตตะสาโร สุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล
สุชาโต สัพพะโลกัคโค ปิยะทัสสี นะราสะโภ
อัตถะทัสสี การุณิโก ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท
สิทธัตโถ อะสะโม โลเก ติสโส จะ วะทะตัง วะโร
ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ วิปัสสี จะ อะนูปะโม
สิขี สัพพะหิโต สัตถา เวสสะภู สุขะทายะโก
กะกุสันโธ สัตถะวาโห โกนนาคะมะโน ระณัญขะโห
กัสสะโป สิริสัมปันโน โคตะโม สัก์ยะปุงคะโวฯ
เอเต จัญเญ จะสัมพุทธา อะเนกะสะตะโกฏะโย
สัพเพ ทะสะพะลูเปตา เวสารัชเชหุปาคะตา
สัพเพ เต ปะฏิชานันติ อาสะภัณฐานะมุตตะมัง
สีหะนาทัง นะทันเต เต ปะริสาสุ วิสาระทา
พรัหมะจักกัง ปะวัตเตนติ โลเก อัปปะฏิวัตติยัง
อุเปตา พุทธะธัมเมหิ อัฏฐาระสะหิ นายะกา
ท์วัตติงสะลักขะณูเปตา สืต์ยานุพ์ยัญขะนาธะรา
พ์ยามัปปะภายะ สุปปะภา สัพเพ เต มุนิกุญชะรา
พุทธา สัพพัญญุโน เอเต สัพเพ ขีณาสะวา ชินา
มะหัปปะภา มะหาเตชา มะหาปัญญา มะหัพพะลา
มะหาการุณิกา ธีรา สัพเพสานัง สุขาวะหา
ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะ ตาณา เลณา จะ ปาณินัง
คะตี พันธู มะกัสสาสา สะระณา จะ หิเตสิโน
สะเทวะกัสสะ โลกัสสะ สัพเพ เอเต ปะรายะนา
เตสาหัง สิระสา ปาเท วันทามิ ปุริสุตตะเม
วะจะสา มะนะสา เจวะ วันทาเมเต ตะถาคะเต
สะยะเน อาสะเน ฐาเน คะมะเน จาปิ สัพพะทา
สะทา สุเขนะ รักขันตุ พุทธา สันติกะรา ตุวัง
เตหิ ต์วัง รักขิโต สันโต มุตโต สัพพะภะเยนะ จะ
สัพพะโรคะวินิมุตโต สัพพะสันตาปะวัชชิโต
สัพพะเวระมะติกกันโต นิพพหุโต จะ ตุวัง ภะวะฯ
เตสัง สัจเจนะ สีเลนะ ขันติเมตตาพะเลนะ จะ

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สุเขนะ จะ
ปุรัตถิมัส์มิง ทิสาภาเค สันติ ภูตา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันติ อาโรค์เยนะ สุเขนะ จะ
ทักขิณัส์มิง ทิสาภาเค สันติ เทวา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สุเนะ จะ 
ปัจฉมัส์มิง ทิสาภาเค สันติ นาคา มิหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สุเขนะ จะ
อุตตะรัส์มิง ทิสาภาเค สันติ ยักขา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สเขนะ จะ
ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก
ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง
จัตตาโร เต มะหาราชา โลกะปาลา ยะสัสสิโน
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค์เยนะ สุเขนะ จะ
นัตถิ เม สะระณัง อัฐฐัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ขะยะมังคะลัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัขเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิ ตัส์มา โสตถี ภะวันตุ เต
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิ ตัส์มา โสตถี ภะวันตุ เต
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ

ระตะนัง สังฆะสะมัง นัตถิ ตัส์มา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
สักกัต์วา พุทธะระตะนัง โสะถัง อุุตตะมัง วะรัง
หิตัง เทวะมะนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต
สักกัต์วา ธัมมะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
ปะริฬาหูปะสะมะนัง ธัมมะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เต
สักกัต์วา สังฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เตฯ
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ
มาเต ภะวัต์วันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภาวะ
อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลังฯ
↭↭↭↭↭↭↭↭↭

แปลความหมาย:บทสวดอาฏานาฏิยปริตร

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ตำนานบทสวด:อาฏานาฏิยปริตร

     สมัยหนึ่งสมเด็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฎบรรพตใกล้กรุงราชคฤห์มหานคร ในครั้งนั้น ท้าวจาตุมมหาราชทั้ง ๔ ซึ่งสถิตย์อยู่เหนือยอดเขายุคันธร ที่เรียกว่า
ชั้นจาตุมหาราชิกา อันเป็นชั้นต่ำกว่า สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาซึ่งเป็นที่สถิตย์ขององค์อินทราธิราช (พระอินทร์)
     พระอินทร์ ทรงมีเทวะพระบัญชาให้มหาราชทั้ง ๔ ทำหน้าที่เฝ้ารักษาประตูสวรรค์ในทิศทั้ง ๔ เพื่อป้องกันมิให้พวกอสูรมารบกวน โดยมี
          ท้าววธตรฐ ผู้เป็นเจ้าแห่งพวกคนธรรพ์     รักษาทิศบูรพา   (ทิศตะวันออก)
          ท้าววิรุฬหก เป็นเจ้าแห่งกุมภัณฑ์             รักษาทิศทักษิณ (ทิศใต้)
          ท้าววิรูปักษ์ เป็นเจ้าแห่งนาคทั้งปวง         รักษาทิศปัจจิม   (ทิศตะวันตก)
          ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งยักษ์              รักษาทิศอุดร      (ทิศเหนนือ)

     ท้าวมหาราชทั้ง ๔ มีจิตเลื่อมใสศรัทธา ปรารถนาจะเกื้อกูลพระพุทธศาสนา มิให้พวกอสูร หรือพวกศัตรูมาย่ำยีบีฑา แด่พระภิกษุสงฆ์ สาวกของพระบรมสุคตเจ้า จึงคิดจะชวนกันลงมาเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า แต่ก็ห่วงภาระหน้าที่ ที่จะต้องดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยที่ประตูสวรรค์ ทั้ง ๔ ทิศ

     มหาราชทั้ง ๔ จึงมีบัญชาแต่งตั้งให้ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาค และยักษ์ อย่างละแสนรักษา ประตูสวรรค์ ทั้ง๔ ทิศ ซึ่งก็ให้พวก คนธรรพ์ รักษาทิศบูรพา กุมภัณฑ์ รักษาทิศทักษิณ นาครักษา ทิศปัจจิม
ยักษ์ รักษาทิศอุดร ในช่วงที่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้าเฝ้าพระพุทธองค์

     ครั้นแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้ประชุมพร้อมกันที่ อาฏานาฏิยนคร ณ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา พร้อมกับผูกมนต์อาฏานาฏิยปริตร ซึ่งมีเนื้อความสรรเสริญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง ๗ พระองค์ ได้แก่
          องค์ที่ ๑. พระวิปัสสี ผู้มีสิริอันงาม
          องค์ที่ ๒. พระสิขีพุทธเจ้า ผู้มากด้วยการอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง
          อังค์ที่ ๓. พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลส มีตบะ
          องค์ที่ ๔. พระกกุสันธะพุทธเจ้า ผู้มีชัยชนะแก่พญามารและเสนามาร
          องค์ที่ ๕. พระโกนาคมนะพุทธเจ้า ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้วมีพรหมจรรย์อันจบแล้ว
          องค์ที่ ๖. พระกัสสปะพุทธเจ้า ผู้พ้นวิศษแล้ว จากกองกิเลสทั้งปวง
          องค์ที่ ๗. พระอังคีสพุทธเจ้า ผู้เป็นโอรสแห่งหมู่ศากยราช ผู้มีศักดิ์ มีสิริ

     ครั้นเมื่อผูกมนต์พระปริตรสำเร็จ เสร็จแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จึงประกาศแก่บริวารของตนว่า
"ธรรมอาณาจักรของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นบรมครูของเราทั้ง ๔ ถ้ามีผู้ใดสาธยายมนต์ อาฏานาฏิยปริตร นี้ขึ้น แล้วถ้าใครไม่เชื่อฟัง ไม่สดับ จะต้องถูกลงโทษอย่างสาสม และรุนแรง"

      จากนั้นมหาราชทั้ง ๔ ก็พร้อมใจกันลงมาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กราบบังคมทูลว่าหมู่ยักษ์ทั้งหลาย หมู่นาคทั้งหลาย หมู่กุมภัณฑ์ทั้งหลาย และหมู่คนธรรพ์ทั้งหลาย ผู้มีเดช มีศักดา
มีอานุภาพ มีจิตกระด้างหยาบช้า ละเมิดเบญจศีลเป็นอาจิณ ที่ยังไม่เลื่อมใส ในคุณของพระรัตนตรัยนั้นมีอยู่มาก ส่วนพวกที่เลื่อมใสและศรัทธาตั้งมั่นนั้นมีอยู่น้อย

     เมื่อพระสาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ยินดีในการอยู่ป่า เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ในที่ห่างไกลจากมนุษย์สัญจร อมนุษย์ผู้ไม่เลื่อมใส ย่อมจะย่ำยี หลอกหลอน กระทำให้เจ็บไข้เป็นอันตรยแก่ชีวิตและพรหมจรรย์

     "ซึ่งนับแต่บัดนี้ไป จะไม่บังเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกแล้ว ถ้าพระบรมสุคตเจ้า (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ทรงพระกรุณาโปรดรับมนต์อาฏานาฏิยปริตรนี้ไว้ แล้วโปรดประทานให้พระภิกษุสาวก สาธยายอยู่เนือง ๆ อมนุษย์ทั้งปวงก็จะมิกล้าย่ำยี หลอกหลอนทำร้ายอีกทั้งยังจะช่วยปกป้องคุ้้มครอง กันภัยทั้งปวงให้อีกด้วยพระเจ้าข้า..."

     องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับมนต์พระปริตรนั้นไว้ ท้าวเวสุสวรรณ ก็แสดง อาฏานาฏิยปริตรนั้นถวายจากนั้น มหาราชทั้ง ๔ ก็ถวายกราบมนัสการลา

     สมเด็จพระบรมศาสดาสัมพุทธเจ้า จึงทรงมีพระบัญชาให้ประชุมภิกษะทั้งหลายในที่นั้น แล้วทรงแสดงมนต์พระปริตร ให้แก่ภิกษุทั้งหลวายได้เรียนสาธยาย เสร็จแล้วทรงมีพุทธฎีกาตรัสว่า

     "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอุตสาหะ สาธยายมนต์พระปริตรนี้ให้บริบูรณ์ 
ในสันดาน จะพ้นจากอุปัทวันอันตรายทั้งปวงได้ อมนุษย์ทั้งหลายก็จะไม่มาย่ำยี หลอกหลอน เธอทั้งหลายจะได้ดำรงค์อยู่เป็นสุข เพื่อยังพรหมจรรย์ให้เจริญ..."


ภิกษุทั้งหลายได้ยินดังนั้งต่างก็เปล่งสาธุการ น้อมรับด้วยเศียรเกล้า...

↭↭↭↭↭↭↭↭↭

ตำนานการสวดภาณยักษ์

     การสวดภาณยักษ์นั้น แท้จริงก็คือการสวดพระอาฏานาฏิยปริตร ซึ่งพระปริตรนี้ จะมีการแบ่งเป็น
 ๒ ภาค คือ ๑.ภาคภาณพระ และ ๒.ภาคภาณยักษ์ โดยตามพุทธประวัติได้กล่าวว่า หลังจากพระมหาบุรุษตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท้าวจตุโลกบาล ทั้ง ๔ อันได้แก่
          ท่านท้าวเวสสุวรรณ เป็นโลกบาลประจำทิศอุดร (ทิศเหนือ)
          ท่านท้าวธตรฐ เป็นโลกบาลประจำทิศบูรพา (ตะวันออก)
          ท่านท้าววิรุฬหก เป็นโลกบาลประจำทิศทักษิณ (ใต้)
          และท่านท้าววิรูปักษ์ เป็นโลกบาลประจำทิศประจิม (ตะวันตก) ได้มากราบเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

     พระพุธองค์จึงได้ตรัสกล่าวถึงพระพุทธวงศ์ คือพระนามพระพุทธเจ้าที่เคยตรัสรู้มาแล้ว
(ภาคภาณพระ) จากนั้นท้าวจตุโลกบาลก็มีดำริว่า บริวารของตนนั้นมีมากมาย ทั้งที่เป็นพวกยักษ์ กุมภัณฑ์ นาค และคนธรรพ์ ซึงยังมีอยู่มากมายที่ยังไม่มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงเกรงว่าจะมา
กระทำการไม่ดี รบกวนพระสงฆ์สาวกที่ไม่มีฤทธื์ ในขณะที่จาริกและปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน ในสถานที่ต่างๆ ให้ได้รับความเดือดร้อน

     จากนั้นท้าวจะโลกบาลทั้ง ๔ จึงได้ถวายพระปริตรนามว่า อาฏานาฏิยปริตร แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้พระสงฆ์ได้นำไปสวด เพื่อปกป้องคุ้มครองภัย (ภาณยักษ์) โดยในพระปริตรดังกล่าวจะกล่าวถึงพระนามของท้าวจุโลกบาล ทั้งนี้เมื่อบริวารของท้าวจตุโลกบาลได้ยินพระนามของท้าวทั้ง ๔ แล้ว ก็ย่อมจะเกรงกลัวและเร้นกายไปไม่มารบกวนอีกต่อไป

     ดังนั้นจึงเป็นความเชื่อ ความศรัทธาของชาวพุทธ ว่าเมื่อใดเกิด อาเพศ เหตุการณ์ร้ายใน บ้านเมืองก็จะนิมนต์ให้พระสงฆ์มาทำพิธีสวดภาณยักษ์ ตัวอย่างเช่นเมื่อครั้ง สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เกิดโรคระบาดขึ้นในพระนครนั้น ก็มีการจัดพิธีสวดภาณยักษ์กันอยู่หลายครั้งด้วยกัน

     อันที่จริงแล้ว พระอาฏานาฏิยปริตร นั้นในการทำวัดเย็น พระท่านก็จะสวดอยู่แล้ว เพราะพระปริตรดังกล่าวนั้นได้รวมอยู่ทั้งใน จุลราชปริตร (สวด ๗ ตำนาน) และมหาราชปริตร (สวด ๑๒ ตำนาน)

     เชื่อกันว่า การสวดภาณยักษ์ได้เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย มาตั้งแต่สมัยของพ่อขุนรามคำแหง โดยรับมาจาก พระสงฏ์ทางลังกา สายเถรวาท ทางด้านจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อยมาจนถึงสมัยของรัชกาลที่ ๕ ท่านได้เสด็จฯ ไปยังเมืองนครศรีธรรมราช จึงได้นำมาจัดเป็นพิธีประจำปีสำหรับพระนคร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พระนคร และแก่พระเจ้าแผ่นดิน เพราะมีความเชื่อกันมาว่า บ้านเมืองหนึ่งๆ จะมีผีที่ดี และ
ผีที่ไม่ดีอาศัยอยู่ ผีที่ไม่ดีเรียกว่า ภูติผีปิศาจ ส่วนผีที่ดีเรียกว่า เทพยดา และที่บ้านเมืองมีเหตุเพศภัยต่างๆ นั้นเกิดขึ้น ก็เป็นเพราะอำนาจของเหล่า ภูติผีปิศาจ กลั่นแกล้งบันดาลให้เป็นไป

     ดังนั้นเมื่อสิ้นปีหนึ่งๆ ไป จึงได้ทำพิธีสวดภาณยักษ์ขึ้น เพื่อเป็นการขับไล่ภูตผีปีศาจชั่วร้าย ครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นสิริมงคล และความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง ให้แก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวง จึงเป็นสาเหตุ ที่มีการทำพิธีสวดภาณย์กษ์กันขึ้นมานั่นเอง

     คำว่า "ภาณ" นั้นหมายถึงการสวด สมัยก่อนการสวดภาณยักษ์มีอยู่ ๒ แบบคือ สวดภาณวาร และ
สวดภาณยักษ์ ซึ่งการสวดทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกัน ภาณวาร เป็นการสวดแบบมีทำนอง ครุ ลหุ คือมีการเน้นเสียงหนักเบา ใช้น้ำเสียงสวดที่ไพเราะไม่กระแทกกระทั้น ดุดันเหมือนการสวดภาณยักษ์

     ส่วนการสวด ภาณยักษ์ เป็นการสวดที่มีน้ำเสียงกระแทกกระทั้น ดุุดัน เกรี้ยวกราด และน่ากลัวจึงได้เรียกว่า สวดแบบภาณยักษ์ นั่นเอง ใช้สวดเพื่อขับไล่ยักษ์หรือภูตผีต่าง ๆ การสวดทั้ง สองแบบนี้ได้นำมาจาก อาฏานาฏิยสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่อยู่ในพระไตรปิฎก ว่าด้วยเรื่อง ของยักษ์ต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงปราบ มาดัดแปลงทำนองให้ดุดัน และโหยหวน เพื่อเป็นการขับไล่ สิ่งที่ไม่ดีให้ออกไป มีการจุดปืนใหญ่สมทบ เพื่อให้ภูตผีปิศาจเกิดความกลัวและหนีไปนั่นเอง...

↭↭↭↭↭↭↭↭↭

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ประวัติท้าวเวสสุวรรณในพระพุทธศาสนา

เรื่องราวของท่านท้าวเวสสุวรรณ ที่ปรากฏในพระไตรปิฏก จะมีอยู่หลายครั้งด้วยกัน ดังนี้

     ๑.พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ ๑๕๑

     กล่าวไว้ว่า... เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ท้าวมหาราชนี้เป็นพราหมณ์ ชื่อ กุเวร ได้ สร้างโรงหีบอ้อย ประกอบเครื่องยนต์ ๗ เครื่อง กุเวรพราหมณ์ได้ให้ผลกำไรซึ่งเกิดขึ้นที่โรงเครื่องยนต์แห่งหนื่ง
แก่มหาชนที่มาแล้วได้กระทำบุญ ผลกำไรที่มากกว่า ได้ตั้งขึ้นในที่นั้นจาก โรงที่เหลือ กุเวรพราหมณ์เลื่อมใสด้วยบุญนี้นจึงถือเอาผลกำไรที่เกิดขึ้น แม้ในโรงที่เหลือ ให้ท่านตลอดสองหมื่นปี เขาได้ถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นเทพบุตรชื่อ กุเวร ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ต่อมาได้ครองราชสมบัติในราชธานีชื่อ
วิสาณะ จึงเรียกว่า ท้าวเวสสุวรรณ นับแต่นั้นมา ...

     ๒.พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต-หน้าที่ ๑๕๔

     กล่าวได้ว่า... ก็สมัยนั้นแล นันทมารดาอุุบาสิกา ชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ ลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง
สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะ สมัยนั้นท้าวเวสสุวรรณมหาราชมีกรณียกิจบางอย่างเสด็จจากทิศอุดรไปยังทิศทักษิณได้ทรงสดับนันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะ จึงประทับรองฟังจนจบ ขณะนั้นนันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะจบแล้วจึงนิ่งอยู่ ท้าวเวสสุวรรณมหาราชทรงทราบว่า กถาของนันทมารดาอุบาสิกาจบแล้ว จึงทรงอนุโมทนาว่า สาธุน้องหญิง สาธุ
น้องหญิง นันทมารดาอุบาสิกาถามว่า ท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า

     เว. ดูก่อนน้องหญิง เราคือท้าวเวสสุวรรณมหาราช ภาดาของเธอ. บทว่า โก ปเนโสภทฺรมุข ความว่า เพราะเสียงที่ดังถึงเพียงนี้ ก้องไปในที่ๆ มีอารักขาไว้ดังนี้ นันทมารดาอริยสาวิกา ผู้บรรลุผล ๓ แล้ว
ปราศจากคว่ามเกรงกลัว ปิดหน้าต่าง มีสีเหมือนแผ่นทองคำ กล่าวว่า พ่อปากดี พ่อปากงาม ท่านนี้เป็นใคร เป็นนาคหรือครุฑ เป็นเทวดา เป็นมาร หรือเป็นพรหม ดังนี้แล้ว เมื่อจะกล่าวกับท้าวเวสสุวรรณ
จึงกล่าวอย่างนี้ บทว่า อหนฺเต ภคนิ ภาตา ความว่า ท้าวเวสสุวรรณ ทรงสำคัญพระอริยสาวิกาผู้เป็นพระอนาคามีว่าพี่ เพราะพระองค์เองเป็นพระโสดาบัน จึงตรัสว่าภคินิพี่ท่าน แล้วจึงสำคัญพระอริยสาวิกาผู้เป็นพระอนาคามีนั้นนั้นว่าเป็นน้องของพระองค์อีก เพราะนางยังอยู่ในปฐมวัย แต่พระองค์แก่กว่า เพราะทรงมีพระชนมายุ ๙ ล้านปีแล้ว จึงตรัสเรียกพระองค์เองว่า ภาตาพี่ชาย...

     ๓.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ ๓๖๕
   
     ในบทว่า ราชาปิ ต เวสฺสวโณ กุเวโร นี้มีอธิบายว่า ยักษ์นั้นชื่อว่าเป็นพระราชาเพราะ อรรถว่าเป็นที่ยินดี ชื่อว่า เวสสุวรรณ เพราะครอง ราชสมบัติในวิสาณราชธานี พึงทราบว่า ชื่อว่ากุเวรตามชื่อเดิม ได้ยินมาว่ายักษ์ชื่อกุเวรนั้นเป็นพราหมณ์มหาศาล ทำบุญมีทานเป็นต้นเกิดเป็นใหญ่ในวิสาณราชธานี เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า กุเวร ดันที่ท่านกล่าวไว้ในอาฏานาฏิยสูตรว่า กุเวรสฺส โข ปน มาริสา มหาราชสฺส
วิสาณา นาม ราชธานี ตสฺมา กุเวโร มหาราชา เวสฺสวโณติ ปวุจฺจติ. ความว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ราชธานีชื่อว่า วิสณะ เป็นของท้าวกุเวร มหาราช เพราะฉะนั้น ท้าวกุเวรมหาราชจึงมีชื่อว่า เวสสุวรรณ

     ซึ่ง ในพระสูตรที่ชื่อว่า "อาฏานาฏิยะ" กว่าวว่า ท้าวกุเวร ตั้งเมืองอยุ่ในอากาศ ข้างทิศ อุตรกุรุทวีป (ทิศเหนือ) และ เขาพระสุเมรุ ยอดสุทัศน์ (ที่เป็นผาทอง) ตั้งอยู่มี ๒ ราชธานี คือ อาลกมันทา, วิสาณา และ มีนครอีก ๘ นคร

     ท้าวเวสสุวรรณนั้น ยังมีชื่ออีกหลายชื่อ เช่น ธนบดี หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ ธเนศวร หมายถึง
ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ อิจฉาวสุ หมายถึง มั่งมีได้ตามใจ ยักษ์ราช หมายถึงเจ้าแห่งยักษ์ มยุราช หมายถึง เป็นเจ้าแห่ง กินนร รากษเสนทร์ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในพวกรากษส ส่วนในเรื่องรามเกียรติ์ เรียกท้าวเวสสุวรรณว่า ท้าวกุเรปัน 

     ตามหลักฐานในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ยืนยันว่า "ท้าวกุเวร" หรือ "ท้าวเวสสุวรรณ" เทวราชพระองค์นี้ ได้สำเร็จเป็น พระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน เมื่อครั้ง "จุลสุภัททะ ปริพาชก" เกิดความสงสัยใจความเป็นมาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่าน "ท้าวเวสสุวรรณ" องค์นี้นี่เอง ที่ได้เสด็จไปร่วมต้อนรับด้วย และยังเป็นประจักษ์พยาน เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ ใช้เท้าจิกพื่นไพชยนตวิมาน ของพระอินทร์จนเกิดการ สั่นสะเทือนไป ทั้งดาวดึงส์ เทวโลก อันเป็นการเตือนสติสักกะเทวราชอีกด้วย และก็เชื่อกันตาม ฎีกามาลัยเทวสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ ๔๓๕ ว่า "คฑาวุธ" ของ "ท้าวเวสสุวรรณ" นั้นเป็นยอดศัสตราวุธ มีอานุภาพสามารถทำลายโลกใบนี้ให้เป็น
จุณวิจุณได้ภายในพริบตา

     จะเห็นได้ว่า ท้าวเวสสุวรรณนั้น ท่านเป็นมหาเทพที่สำคัญยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ที่พิทักษ์รักษา
พระพุทธศาสนา ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า ท่านท้าวสักกะเทวราช หรือว่า พระอินทร์เลย ดังนั้นตามวัดวาอารามต่างๆ จึงมีรูปปั้นยักษ์ ๑ ตน บ้าง ๒ ตนบ้าง ยืนถือกระบองค้ำพื้น ซึ่งส่วนมากจะมี ๒ ตน เฝ้าอยู่หน้า ประตูโบสถ์ หรือ วิหารที่เก็บของมีค่า มีพระพุทธรูป และโบราณสมบัติล้ำค่าของทางวัดบรรจุอยู่ ด้านละ ๑ ตน หรือไม่ก็บริเวณลานวัด หรือที่ที่มีคนผ่านไปมาแล้วเห็นได้โดยง่าย บ้างก็สร้างเอาไว้ในวิหาร หรือ ศาลาโดยเฉพาะก็มี ซึ่งยักษ์เหล่านั้น ถ้าเป็น ตนเดียวกล่าวกันว่าจะหมายถึง รูปเคารพขององค์ท้าวเวสสุวรรณ แต่ถ้าเป็น ๒ ตน ก็จะเป็นบริวารของ ท่านท้าวเวสสุวรรณ คอยทำหน้าที่ ปกปักรักษา ดูแลบริเวณวัดแห่งนั้น นั่นเอง

↭↭↭↭↭↭↭↭↭

ท้าวเวสสุวรรณ

เทพเจ้าแห่งยักษ์ ผู้ปกครองทิศเหนือ มียักษ์เป็นบริวาร 

ในมือถือกระบองยาว เป็นอาวุธ


     ปกครองทิศเหนือ ท้าวไพศรพณ์องค์นี้ เป็นพระราชาธิบดีของยักษ์ทั้งหลาย ในการพิทักษ์อาณาเขต ด้านทิศอุดร (เหนือ) ของสุเมรุบรรพต มหาราชองค์นี้มี อาณาจักรครอบคลุมภาคเหนือทั้งหมด มีนครหลวงชื่อ อิสนคร พระองค์มีโอรสจำนวน ๙๐ องค์ ล้วนแต่สง่างาม มีศักดานุภาพเป็นอันมาก ในเทพนครนี้เป็นทิพยวิมาน ทิพยสมบัติที่ท้าวเวสสุวรรณครองอยู่ท่ามกลาง ราชโอรส เป็นเวลาถึง ๕๐๐ ปีทิพย์ จึงจะสิ้นวาระแห่ง เทพจตุโลกบาล

↭↭↭↭↭↭↭↭↭


ประวัติท้าวเวสสุวรรณในพระพุทธศาสนา



ท้าววิรูปักษ์

เทพเจ้าแห่งพญานาค ผู้ปกครอง ทิศตะวันตก มีพญานาคเป็นบริวาร 

ในมือถือคันธนู เป็นอาวุธ


     ปกครองทิศตะวันตก เป็นเทวราชมีนาคเป็นบริวาร มีหน้าที่ดูแลทิศปัจจิม (ตะวันตก) 
ของภูเขาสินเนรุราช ในสุธรรมาเทวสภา ท้าวมหาราชองค์นี้จะผินพักตร์ไปทางทิศตะวันออก มีพระโอรสทั้งหมด ๙๐ องค์ ล้วนแต่ทรงพลัง กล้าหาญ งามสง่า และทรงปรีชา ในกรณียกิจทั้งหลาย ในเทพนครทิศปัจจิมนี้มีทิพย์ สมบัติต่างๆ อันงดงามและดีเยี่ยม เท่าเทียมกับเทพนคร อื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน

↭↭↭↭↭↭↭↭↭


วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ท้าววิรุฬหก

เทพเจ้าแห่งพญาครุฑและนกทั้งหลาย ปกครองทิศใต้ มีเทพกลุ่มกุมภัณฑ์เป็นบริวารในมือถือทวน เป็นอาวุธ


     ปกครองทิศใต้ มหาราชองค์นี้เป็นใหญ่ใน กุมภัณฑ์ ซึ่งให้การอารักขาด้านทิศทักษิณ (ใต้) แห่งเขาพระสุเมรุ เทวดาโอรสของพระองค์มี ๙๐ องค์ด้วยกัน แต่ละองค์ล้วนแต่มีฤทธานุภาพแก่กล้า ปรีชาชาญ งามสง่า และเป็นที่ยกย่องเกรงขามทั่วไป ท้าวจตุโลกบาล องค์นี้มีสิ่งประดับบารมีมากมาย เสวยสุขอยู่ในหมู่ ราชโอรส ตลอดพระชนมายุ ๕๐ ปีทิพย์หรือปีมนุษย์ นับได้ ๑,๖๐๐๐ปี เป็นประมาณ

↭↭↭↭↭↭↭↭↭


ท้าวธตรฐ

เทพเจ้าแห่งคนธรรพ์ ผู้ปกครองทิสตะวันออก ทรงพิณเป็นสัญลักษณ์



     ปกครองทิศตะวันออก เป็นองค์หนึ่งในมหาราชทั้ง ๔ พระองค์ ที่ครองชั้นจตุมหาราชิกาเป็นหัวหน้า คือราชาแห่งคนธรรพ์ มีหน้าที่ดูแลทิศบูรพา (ตะวันออก) ของเขาพระสุเมรุ กล่าวว่าท้าวธตรฐมีโอรสหลายองค์ โดยมีนามเรียกกันว่า "ศิริ" ในวิมานที่อยู่ของมหาราชองค์นี้ล้วนแล้วเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ เป็นที่น่ารื่นรมย์ท้งเสียงดนตรีและร่ายรำ เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ชื่นชม แก่พระองค์และพระโอรสทั้งหลาย

↭↭↭↭↭↭↭↭↭