เรื่องราวของท่านท้าวเวสสุวรรณ ที่ปรากฏในพระไตรปิฏก จะมีอยู่หลายครั้งด้วยกัน ดังนี้
๑.พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ ๑๕๑
กล่าวไว้ว่า... เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ท้าวมหาราชนี้เป็นพราหมณ์ ชื่อ กุเวร ได้ สร้างโรงหีบอ้อย ประกอบเครื่องยนต์ ๗ เครื่อง กุเวรพราหมณ์ได้ให้ผลกำไรซึ่งเกิดขึ้นที่โรงเครื่องยนต์แห่งหนื่ง
แก่มหาชนที่มาแล้วได้กระทำบุญ ผลกำไรที่มากกว่า ได้ตั้งขึ้นในที่นั้นจาก โรงที่เหลือ กุเวรพราหมณ์เลื่อมใสด้วยบุญนี้นจึงถือเอาผลกำไรที่เกิดขึ้น แม้ในโรงที่เหลือ ให้ท่านตลอดสองหมื่นปี เขาได้ถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นเทพบุตรชื่อ กุเวร ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ต่อมาได้ครองราชสมบัติในราชธานีชื่อ
วิสาณะ จึงเรียกว่า ท้าวเวสสุวรรณ นับแต่นั้นมา ...
๒.พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต-หน้าที่ ๑๕๔
กล่าวได้ว่า... ก็สมัยนั้นแล นันทมารดาอุุบาสิกา ชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ ลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง
สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะ สมัยนั้นท้าวเวสสุวรรณมหาราชมีกรณียกิจบางอย่างเสด็จจากทิศอุดรไปยังทิศทักษิณได้ทรงสดับนันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะ จึงประทับรองฟังจนจบ ขณะนั้นนันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะจบแล้วจึงนิ่งอยู่ ท้าวเวสสุวรรณมหาราชทรงทราบว่า กถาของนันทมารดาอุบาสิกาจบแล้ว จึงทรงอนุโมทนาว่า สาธุน้องหญิง สาธุ
น้องหญิง นันทมารดาอุบาสิกาถามว่า ท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า
เว. ดูก่อนน้องหญิง เราคือท้าวเวสสุวรรณมหาราช ภาดาของเธอ. บทว่า โก ปเนโสภทฺรมุข ความว่า เพราะเสียงที่ดังถึงเพียงนี้ ก้องไปในที่ๆ มีอารักขาไว้ดังนี้ นันทมารดาอริยสาวิกา ผู้บรรลุผล ๓ แล้ว
ปราศจากคว่ามเกรงกลัว ปิดหน้าต่าง มีสีเหมือนแผ่นทองคำ กล่าวว่า พ่อปากดี พ่อปากงาม ท่านนี้เป็นใคร เป็นนาคหรือครุฑ เป็นเทวดา เป็นมาร หรือเป็นพรหม ดังนี้แล้ว เมื่อจะกล่าวกับท้าวเวสสุวรรณ
จึงกล่าวอย่างนี้ บทว่า อหนฺเต ภคนิ ภาตา ความว่า ท้าวเวสสุวรรณ ทรงสำคัญพระอริยสาวิกาผู้เป็นพระอนาคามีว่าพี่ เพราะพระองค์เองเป็นพระโสดาบัน จึงตรัสว่าภคินิพี่ท่าน แล้วจึงสำคัญพระอริยสาวิกาผู้เป็นพระอนาคามีนั้นนั้นว่าเป็นน้องของพระองค์อีก เพราะนางยังอยู่ในปฐมวัย แต่พระองค์แก่กว่า เพราะทรงมีพระชนมายุ ๙ ล้านปีแล้ว จึงตรัสเรียกพระองค์เองว่า ภาตาพี่ชาย...
๓.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ ๓๖๕
ในบทว่า ราชาปิ ต เวสฺสวโณ กุเวโร นี้มีอธิบายว่า ยักษ์นั้นชื่อว่าเป็นพระราชาเพราะ อรรถว่าเป็นที่ยินดี ชื่อว่า เวสสุวรรณ เพราะครอง ราชสมบัติในวิสาณราชธานี พึงทราบว่า ชื่อว่ากุเวรตามชื่อเดิม ได้ยินมาว่ายักษ์ชื่อกุเวรนั้นเป็นพราหมณ์มหาศาล ทำบุญมีทานเป็นต้นเกิดเป็นใหญ่ในวิสาณราชธานี เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า กุเวร ดันที่ท่านกล่าวไว้ในอาฏานาฏิยสูตรว่า กุเวรสฺส โข ปน มาริสา มหาราชสฺส
วิสาณา นาม ราชธานี ตสฺมา กุเวโร มหาราชา เวสฺสวโณติ ปวุจฺจติ. ความว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ราชธานีชื่อว่า วิสณะ เป็นของท้าวกุเวร มหาราช เพราะฉะนั้น ท้าวกุเวรมหาราชจึงมีชื่อว่า เวสสุวรรณ
ซึ่ง ในพระสูตรที่ชื่อว่า "อาฏานาฏิยะ" กว่าวว่า ท้าวกุเวร ตั้งเมืองอยุ่ในอากาศ ข้างทิศ อุตรกุรุทวีป (ทิศเหนือ) และ เขาพระสุเมรุ ยอดสุทัศน์ (ที่เป็นผาทอง) ตั้งอยู่มี ๒ ราชธานี คือ อาลกมันทา, วิสาณา และ มีนครอีก ๘ นคร
ท้าวเวสสุวรรณนั้น ยังมีชื่ออีกหลายชื่อ เช่น ธนบดี หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ ธเนศวร หมายถึง
ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ อิจฉาวสุ หมายถึง มั่งมีได้ตามใจ ยักษ์ราช หมายถึงเจ้าแห่งยักษ์ มยุราช หมายถึง เป็นเจ้าแห่ง กินนร รากษเสนทร์ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในพวกรากษส ส่วนในเรื่องรามเกียรติ์ เรียกท้าวเวสสุวรรณว่า ท้าวกุเรปัน
ตามหลักฐานในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ยืนยันว่า "ท้าวกุเวร" หรือ "ท้าวเวสสุวรรณ" เทวราชพระองค์นี้ ได้สำเร็จเป็น พระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน เมื่อครั้ง "จุลสุภัททะ ปริพาชก" เกิดความสงสัยใจความเป็นมาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่าน "ท้าวเวสสุวรรณ" องค์นี้นี่เอง ที่ได้เสด็จไปร่วมต้อนรับด้วย และยังเป็นประจักษ์พยาน เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ ใช้เท้าจิกพื่นไพชยนตวิมาน ของพระอินทร์จนเกิดการ สั่นสะเทือนไป ทั้งดาวดึงส์ เทวโลก อันเป็นการเตือนสติสักกะเทวราชอีกด้วย และก็เชื่อกันตาม ฎีกามาลัยเทวสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ ๔๓๕ ว่า "คฑาวุธ" ของ "ท้าวเวสสุวรรณ" นั้นเป็นยอดศัสตราวุธ มีอานุภาพสามารถทำลายโลกใบนี้ให้เป็น
จุณวิจุณได้ภายในพริบตา
จะเห็นได้ว่า ท้าวเวสสุวรรณนั้น ท่านเป็นมหาเทพที่สำคัญยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ที่พิทักษ์รักษา
พระพุทธศาสนา ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า ท่านท้าวสักกะเทวราช หรือว่า พระอินทร์เลย ดังนั้นตามวัดวาอารามต่างๆ จึงมีรูปปั้นยักษ์ ๑ ตน บ้าง ๒ ตนบ้าง ยืนถือกระบองค้ำพื้น ซึ่งส่วนมากจะมี ๒ ตน เฝ้าอยู่หน้า ประตูโบสถ์ หรือ วิหารที่เก็บของมีค่า มีพระพุทธรูป และโบราณสมบัติล้ำค่าของทางวัดบรรจุอยู่ ด้านละ ๑ ตน หรือไม่ก็บริเวณลานวัด หรือที่ที่มีคนผ่านไปมาแล้วเห็นได้โดยง่าย บ้างก็สร้างเอาไว้ในวิหาร หรือ ศาลาโดยเฉพาะก็มี ซึ่งยักษ์เหล่านั้น ถ้าเป็น ตนเดียวกล่าวกันว่าจะหมายถึง รูปเคารพขององค์ท้าวเวสสุวรรณ แต่ถ้าเป็น ๒ ตน ก็จะเป็นบริวารของ ท่านท้าวเวสสุวรรณ คอยทำหน้าที่ ปกปักรักษา ดูแลบริเวณวัดแห่งนั้น นั่นเอง
กล่าวไว้ว่า... เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ท้าวมหาราชนี้เป็นพราหมณ์ ชื่อ กุเวร ได้ สร้างโรงหีบอ้อย ประกอบเครื่องยนต์ ๗ เครื่อง กุเวรพราหมณ์ได้ให้ผลกำไรซึ่งเกิดขึ้นที่โรงเครื่องยนต์แห่งหนื่ง
แก่มหาชนที่มาแล้วได้กระทำบุญ ผลกำไรที่มากกว่า ได้ตั้งขึ้นในที่นั้นจาก โรงที่เหลือ กุเวรพราหมณ์เลื่อมใสด้วยบุญนี้นจึงถือเอาผลกำไรที่เกิดขึ้น แม้ในโรงที่เหลือ ให้ท่านตลอดสองหมื่นปี เขาได้ถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นเทพบุตรชื่อ กุเวร ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ต่อมาได้ครองราชสมบัติในราชธานีชื่อ
วิสาณะ จึงเรียกว่า ท้าวเวสสุวรรณ นับแต่นั้นมา ...
๒.พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต-หน้าที่ ๑๕๔
กล่าวได้ว่า... ก็สมัยนั้นแล นันทมารดาอุุบาสิกา ชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ ลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง
สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะ สมัยนั้นท้าวเวสสุวรรณมหาราชมีกรณียกิจบางอย่างเสด็จจากทิศอุดรไปยังทิศทักษิณได้ทรงสดับนันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะ จึงประทับรองฟังจนจบ ขณะนั้นนันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะจบแล้วจึงนิ่งอยู่ ท้าวเวสสุวรรณมหาราชทรงทราบว่า กถาของนันทมารดาอุบาสิกาจบแล้ว จึงทรงอนุโมทนาว่า สาธุน้องหญิง สาธุ
น้องหญิง นันทมารดาอุบาสิกาถามว่า ท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า
เว. ดูก่อนน้องหญิง เราคือท้าวเวสสุวรรณมหาราช ภาดาของเธอ. บทว่า โก ปเนโสภทฺรมุข ความว่า เพราะเสียงที่ดังถึงเพียงนี้ ก้องไปในที่ๆ มีอารักขาไว้ดังนี้ นันทมารดาอริยสาวิกา ผู้บรรลุผล ๓ แล้ว
ปราศจากคว่ามเกรงกลัว ปิดหน้าต่าง มีสีเหมือนแผ่นทองคำ กล่าวว่า พ่อปากดี พ่อปากงาม ท่านนี้เป็นใคร เป็นนาคหรือครุฑ เป็นเทวดา เป็นมาร หรือเป็นพรหม ดังนี้แล้ว เมื่อจะกล่าวกับท้าวเวสสุวรรณ
จึงกล่าวอย่างนี้ บทว่า อหนฺเต ภคนิ ภาตา ความว่า ท้าวเวสสุวรรณ ทรงสำคัญพระอริยสาวิกาผู้เป็นพระอนาคามีว่าพี่ เพราะพระองค์เองเป็นพระโสดาบัน จึงตรัสว่าภคินิพี่ท่าน แล้วจึงสำคัญพระอริยสาวิกาผู้เป็นพระอนาคามีนั้นนั้นว่าเป็นน้องของพระองค์อีก เพราะนางยังอยู่ในปฐมวัย แต่พระองค์แก่กว่า เพราะทรงมีพระชนมายุ ๙ ล้านปีแล้ว จึงตรัสเรียกพระองค์เองว่า ภาตาพี่ชาย...
๓.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ ๓๖๕
ในบทว่า ราชาปิ ต เวสฺสวโณ กุเวโร นี้มีอธิบายว่า ยักษ์นั้นชื่อว่าเป็นพระราชาเพราะ อรรถว่าเป็นที่ยินดี ชื่อว่า เวสสุวรรณ เพราะครอง ราชสมบัติในวิสาณราชธานี พึงทราบว่า ชื่อว่ากุเวรตามชื่อเดิม ได้ยินมาว่ายักษ์ชื่อกุเวรนั้นเป็นพราหมณ์มหาศาล ทำบุญมีทานเป็นต้นเกิดเป็นใหญ่ในวิสาณราชธานี เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า กุเวร ดันที่ท่านกล่าวไว้ในอาฏานาฏิยสูตรว่า กุเวรสฺส โข ปน มาริสา มหาราชสฺส
วิสาณา นาม ราชธานี ตสฺมา กุเวโร มหาราชา เวสฺสวโณติ ปวุจฺจติ. ความว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ราชธานีชื่อว่า วิสณะ เป็นของท้าวกุเวร มหาราช เพราะฉะนั้น ท้าวกุเวรมหาราชจึงมีชื่อว่า เวสสุวรรณ
ซึ่ง ในพระสูตรที่ชื่อว่า "อาฏานาฏิยะ" กว่าวว่า ท้าวกุเวร ตั้งเมืองอยุ่ในอากาศ ข้างทิศ อุตรกุรุทวีป (ทิศเหนือ) และ เขาพระสุเมรุ ยอดสุทัศน์ (ที่เป็นผาทอง) ตั้งอยู่มี ๒ ราชธานี คือ อาลกมันทา, วิสาณา และ มีนครอีก ๘ นคร
ท้าวเวสสุวรรณนั้น ยังมีชื่ออีกหลายชื่อ เช่น ธนบดี หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ ธเนศวร หมายถึง
ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ อิจฉาวสุ หมายถึง มั่งมีได้ตามใจ ยักษ์ราช หมายถึงเจ้าแห่งยักษ์ มยุราช หมายถึง เป็นเจ้าแห่ง กินนร รากษเสนทร์ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในพวกรากษส ส่วนในเรื่องรามเกียรติ์ เรียกท้าวเวสสุวรรณว่า ท้าวกุเรปัน
ตามหลักฐานในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ยืนยันว่า "ท้าวกุเวร" หรือ "ท้าวเวสสุวรรณ" เทวราชพระองค์นี้ ได้สำเร็จเป็น พระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน เมื่อครั้ง "จุลสุภัททะ ปริพาชก" เกิดความสงสัยใจความเป็นมาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่าน "ท้าวเวสสุวรรณ" องค์นี้นี่เอง ที่ได้เสด็จไปร่วมต้อนรับด้วย และยังเป็นประจักษ์พยาน เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ ใช้เท้าจิกพื่นไพชยนตวิมาน ของพระอินทร์จนเกิดการ สั่นสะเทือนไป ทั้งดาวดึงส์ เทวโลก อันเป็นการเตือนสติสักกะเทวราชอีกด้วย และก็เชื่อกันตาม ฎีกามาลัยเทวสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ ๔๓๕ ว่า "คฑาวุธ" ของ "ท้าวเวสสุวรรณ" นั้นเป็นยอดศัสตราวุธ มีอานุภาพสามารถทำลายโลกใบนี้ให้เป็น
จุณวิจุณได้ภายในพริบตา
จะเห็นได้ว่า ท้าวเวสสุวรรณนั้น ท่านเป็นมหาเทพที่สำคัญยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ที่พิทักษ์รักษา
พระพุทธศาสนา ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า ท่านท้าวสักกะเทวราช หรือว่า พระอินทร์เลย ดังนั้นตามวัดวาอารามต่างๆ จึงมีรูปปั้นยักษ์ ๑ ตน บ้าง ๒ ตนบ้าง ยืนถือกระบองค้ำพื้น ซึ่งส่วนมากจะมี ๒ ตน เฝ้าอยู่หน้า ประตูโบสถ์ หรือ วิหารที่เก็บของมีค่า มีพระพุทธรูป และโบราณสมบัติล้ำค่าของทางวัดบรรจุอยู่ ด้านละ ๑ ตน หรือไม่ก็บริเวณลานวัด หรือที่ที่มีคนผ่านไปมาแล้วเห็นได้โดยง่าย บ้างก็สร้างเอาไว้ในวิหาร หรือ ศาลาโดยเฉพาะก็มี ซึ่งยักษ์เหล่านั้น ถ้าเป็น ตนเดียวกล่าวกันว่าจะหมายถึง รูปเคารพขององค์ท้าวเวสสุวรรณ แต่ถ้าเป็น ๒ ตน ก็จะเป็นบริวารของ ท่านท้าวเวสสุวรรณ คอยทำหน้าที่ ปกปักรักษา ดูแลบริเวณวัดแห่งนั้น นั่นเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น