วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ตำนานการสวดภาณยักษ์

     การสวดภาณยักษ์นั้น แท้จริงก็คือการสวดพระอาฏานาฏิยปริตร ซึ่งพระปริตรนี้ จะมีการแบ่งเป็น
 ๒ ภาค คือ ๑.ภาคภาณพระ และ ๒.ภาคภาณยักษ์ โดยตามพุทธประวัติได้กล่าวว่า หลังจากพระมหาบุรุษตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท้าวจตุโลกบาล ทั้ง ๔ อันได้แก่
          ท่านท้าวเวสสุวรรณ เป็นโลกบาลประจำทิศอุดร (ทิศเหนือ)
          ท่านท้าวธตรฐ เป็นโลกบาลประจำทิศบูรพา (ตะวันออก)
          ท่านท้าววิรุฬหก เป็นโลกบาลประจำทิศทักษิณ (ใต้)
          และท่านท้าววิรูปักษ์ เป็นโลกบาลประจำทิศประจิม (ตะวันตก) ได้มากราบเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

     พระพุธองค์จึงได้ตรัสกล่าวถึงพระพุทธวงศ์ คือพระนามพระพุทธเจ้าที่เคยตรัสรู้มาแล้ว
(ภาคภาณพระ) จากนั้นท้าวจตุโลกบาลก็มีดำริว่า บริวารของตนนั้นมีมากมาย ทั้งที่เป็นพวกยักษ์ กุมภัณฑ์ นาค และคนธรรพ์ ซึงยังมีอยู่มากมายที่ยังไม่มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงเกรงว่าจะมา
กระทำการไม่ดี รบกวนพระสงฆ์สาวกที่ไม่มีฤทธื์ ในขณะที่จาริกและปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน ในสถานที่ต่างๆ ให้ได้รับความเดือดร้อน

     จากนั้นท้าวจะโลกบาลทั้ง ๔ จึงได้ถวายพระปริตรนามว่า อาฏานาฏิยปริตร แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้พระสงฆ์ได้นำไปสวด เพื่อปกป้องคุ้มครองภัย (ภาณยักษ์) โดยในพระปริตรดังกล่าวจะกล่าวถึงพระนามของท้าวจุโลกบาล ทั้งนี้เมื่อบริวารของท้าวจตุโลกบาลได้ยินพระนามของท้าวทั้ง ๔ แล้ว ก็ย่อมจะเกรงกลัวและเร้นกายไปไม่มารบกวนอีกต่อไป

     ดังนั้นจึงเป็นความเชื่อ ความศรัทธาของชาวพุทธ ว่าเมื่อใดเกิด อาเพศ เหตุการณ์ร้ายใน บ้านเมืองก็จะนิมนต์ให้พระสงฆ์มาทำพิธีสวดภาณยักษ์ ตัวอย่างเช่นเมื่อครั้ง สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เกิดโรคระบาดขึ้นในพระนครนั้น ก็มีการจัดพิธีสวดภาณยักษ์กันอยู่หลายครั้งด้วยกัน

     อันที่จริงแล้ว พระอาฏานาฏิยปริตร นั้นในการทำวัดเย็น พระท่านก็จะสวดอยู่แล้ว เพราะพระปริตรดังกล่าวนั้นได้รวมอยู่ทั้งใน จุลราชปริตร (สวด ๗ ตำนาน) และมหาราชปริตร (สวด ๑๒ ตำนาน)

     เชื่อกันว่า การสวดภาณยักษ์ได้เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย มาตั้งแต่สมัยของพ่อขุนรามคำแหง โดยรับมาจาก พระสงฏ์ทางลังกา สายเถรวาท ทางด้านจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อยมาจนถึงสมัยของรัชกาลที่ ๕ ท่านได้เสด็จฯ ไปยังเมืองนครศรีธรรมราช จึงได้นำมาจัดเป็นพิธีประจำปีสำหรับพระนคร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พระนคร และแก่พระเจ้าแผ่นดิน เพราะมีความเชื่อกันมาว่า บ้านเมืองหนึ่งๆ จะมีผีที่ดี และ
ผีที่ไม่ดีอาศัยอยู่ ผีที่ไม่ดีเรียกว่า ภูติผีปิศาจ ส่วนผีที่ดีเรียกว่า เทพยดา และที่บ้านเมืองมีเหตุเพศภัยต่างๆ นั้นเกิดขึ้น ก็เป็นเพราะอำนาจของเหล่า ภูติผีปิศาจ กลั่นแกล้งบันดาลให้เป็นไป

     ดังนั้นเมื่อสิ้นปีหนึ่งๆ ไป จึงได้ทำพิธีสวดภาณยักษ์ขึ้น เพื่อเป็นการขับไล่ภูตผีปีศาจชั่วร้าย ครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นสิริมงคล และความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง ให้แก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวง จึงเป็นสาเหตุ ที่มีการทำพิธีสวดภาณย์กษ์กันขึ้นมานั่นเอง

     คำว่า "ภาณ" นั้นหมายถึงการสวด สมัยก่อนการสวดภาณยักษ์มีอยู่ ๒ แบบคือ สวดภาณวาร และ
สวดภาณยักษ์ ซึ่งการสวดทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกัน ภาณวาร เป็นการสวดแบบมีทำนอง ครุ ลหุ คือมีการเน้นเสียงหนักเบา ใช้น้ำเสียงสวดที่ไพเราะไม่กระแทกกระทั้น ดุดันเหมือนการสวดภาณยักษ์

     ส่วนการสวด ภาณยักษ์ เป็นการสวดที่มีน้ำเสียงกระแทกกระทั้น ดุุดัน เกรี้ยวกราด และน่ากลัวจึงได้เรียกว่า สวดแบบภาณยักษ์ นั่นเอง ใช้สวดเพื่อขับไล่ยักษ์หรือภูตผีต่าง ๆ การสวดทั้ง สองแบบนี้ได้นำมาจาก อาฏานาฏิยสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่อยู่ในพระไตรปิฎก ว่าด้วยเรื่อง ของยักษ์ต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงปราบ มาดัดแปลงทำนองให้ดุดัน และโหยหวน เพื่อเป็นการขับไล่ สิ่งที่ไม่ดีให้ออกไป มีการจุดปืนใหญ่สมทบ เพื่อให้ภูตผีปิศาจเกิดความกลัวและหนีไปนั่นเอง...

↭↭↭↭↭↭↭↭↭

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น